ศิลปวัฒนธรรม ตรัง - สตูล

ตรัง สตูล ความเหมือนในความแตกต่าง

ตรังและสตูล เป็นจังหวัดที่อยู่ติดกัน อยู่ริมชายฝั่งทะเลอันดามัน เหมือนกัน มีความแตกต่างในด้านศาสนาอยู่บ้าง แต่มีความเหมือนในด้านศิลปวัฒนธรรม ชาวตรังส่วนใหญ่เป็นชาวจีนมีบรรพบุรุษที่ทำการค้าขายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ตรังจึงมีศาลเจ้าสำคัญอยู่หลายแห่ง มีองค์พระโพธิสัตว์ (เจ้าแม่กวนอิม) ซึ่งเป็นที่สักการะนับถือของชาวจีนในทุกประเทศ ตรังยังมีความโดดเด่นในวัฒนธรรมการกิน โดยเฉพาะอาหารเช้า ร้านอาหารเช้าเมืองตรัง จะทานหมูย่างกับติ่มซำหลากเมนู ที่ขาดไม่ได้ดื่ม ชากาแฟสูตรโบราณ ส่วนสตูลจะมีชาวไทยมุสลิมอาศัยเป็นส่วนใหญ่ มีวัฒนธรรมการแต่งกายเป็นเอกลักษณ์ ผู้ชายนิยมนุ่งโสร่ง "ปาลีกัต” สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวตัดด้วยผ้าแพร ผ่ากลางถึงหน้าอก เรียกเสื้อแบบนี้ว่า “ตะโละบลางา” มักจะสวมหมวกกลมสีขาวหรือหมวก “ซองเกาะ” ส่วนผู้หญิงนิยมนุ่งผ้าปาเต๊ะ สวมเสื้อแขนยาวทรงกระบอกตัวเสื้อยาวถึงใต้สะโพก ผ่าอกถึงกลางลำตัวเรียกว่าเสื้อ “กะบายาลาโบ๊ะ” หรือ กะบายาแบบตัวยาว หากตัวเสื้อสั้นถึงกลางสะโพก ผ่าอกตลอดเรียกว่า“กะบายาแปซะ” ที่ในต้วเมืองสตูล จะมีมัสยิมมำบัง เป็นมัสยิดเก่าแก่ของชาวไทยมุสลิม ไว้ประกอบพิธีทางศาสนา

ซึ่งก็มีวัดไทยด้วยเช่นกัน วัฒนธรรมการกิน ก็จะมีเมนูเด็ดอาหารเป็นเอกลักษณ์ประจำเมืองสตูล คือโรตีและชาชัก ส่วนเมนูขนมจีบ ซาลาเปา โจ๊กฝีมือชาวไทยจีน ก็เป็นที่นิยมทานกันเป็นอาหารเช้าเหมือนกัน แม้จะมีความแตกต่างในด้าน ศาสนาของตรังและสตูล แต่ก็มีความเหมือนในเรื่องของศิลปการแสดง การรำมโนราห์ ลิเกป่า และหนังตะลุง เป็นศิลปะการ แสดงท้องถิ่นของทั้งสองจังหวัด

รำมโนราห์

มีเรื่องเล่าว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ในภาคใต้ ผู้มีเชื้อสายมโนราห์ จะมีตายาย ครูหมอ มโนราห์ คอยปกปักษ์รักษาชีวิตให้อยู่ร่มเย็น เป็นสุข ลูกหลานจึงต้องเคารพบูชา จัดพิธีรำมโนราห์ เพื่อบวงสรวงแก่ตายาย ตามคำมั่นสัญญาที่มีให้ไว้ การรำมโนราห์หรือ โนรา จึงถูกถ่ายทอดสืบต่อเนื่องก้นมาจนเป็นศิลปะการแสดงที่โดดเด่นคู่หนังตะลุง

การฝึกหัดและสืบทอดการละเล่นมโนราห์เป็นเรื่องยากลำบาก ต้องใช้ความจำมากกว่าไหวพริบปฏิภาณ ท่องบทร้องที่สอนให้แม่นยำ จำให้ขึ้นใจ เล่นลูกคอ ล้อลูกเอื้อนสูงต่ำให้แพรวพราวลงจังหวะกับฉิ่งโหม่งทับกลอง ต้องฝึกท่ารำสวยงามฉับไวตามลีลามโนราห์ชาตรีฉบับครูเป็นพื้นฐาน

มโนราห์ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดตรังแต่เดิมมีหลายคณะ ที่เด่นดังที่สุด ได้แก่ มโนราห์เติม ซึ่งเป็นยอดด้านปฏิภาณขับกลอนสด คณะอื่นๆ ได้แก่ คณะมโนราห์เฟื่อง แห่งลุ่มน้ำท่าจีน คณะพรานแผ้วหน้าทอง คณะมโนราห์เลื่อน ไสต้นวา คณะมโนราห์หมึกเขาแก้ว คณะมโนราห์คล้อยหมื่นบาล ลูกศิษย์ขุนทา คณะมโนราห์ แป้น เครื่องงาม ซึ่งเป็นมโนราห์ที่มีลักษณะเด่นด้านการแต่งกายสวยงาม การแสดงแต่ละครั้งจึงต้องขนอุปกรณ์แต่งชุดโนราห์ไปมากจนได้ชื่อว่า แป้น เจ็ดหาบ ปัจจุบันมโนราห์เมืองตรังมีเหลืออยู่ไม่กี่คณะ

ที่ยังคงเป็นที่นิยม ได้แก่ คณะศรวรรณะ จุก ศ.แป้นตรัง หรือมโนราห์จุก ลูกศิษย์มโนราห์แป้น มโนราห์ครื้น เอียดจุ้ย หรือครื้นศิลป์เสน่ห์ ลูกศิษย์มโนราห์เติม มโนราห์ทวีน้อย แห่งบ้านนาโยงใต้ และทำหน้าที่ถ่ายทอดศิลปะมโนราห์ เยาวชนไปพร้อมกับการเดินโรงแสดงตามที่มีผู้เรียกหา มโนราห์คณะรุ่มรวย อำนวยศิลป์แห่งบ้านในเตา อำเภอห้วยยอด เป็นต้น

ลิเกป่า บ้างก็เรียกว่า " ลิเกรำมะนา "

พัทลุง นครศรีธรรมราช สงขลา มานานกว่า 70 ปีมาแล้ว ในปัจจุบัน นี้จะหาดูลิเกป่าจากที่ใดในภาคใต้เกือบจะไม่ได้อีกแล้ว ลิเกป่า บ้างก็ เรียกว่า " ลิเกรำมะนา " น่าจะเป็นชื่อเรียกตามชื่อกลองรำมะนาว ลิเกป่า น่าจะได้รับอิทธิพลกลับมาจากลิเกภาคกลาง หมายถึงความ ไม่ประณีตอย่างนาฏศิลป์ หรือเรียกว่าลิเกชาวบ้านนั้นเอง เพราะทั้งการแต่งกาย การร้องรำ เครื่องดนตรี เป็นแบบพื้นบ้านเป็นการหา ความสนุกสนานในยามว่างงาน เป็นลิเกสมัครเล่นไม่ได้ยึดถือเป็นอาชีพหลัก

หนังตะลุงอยู่คู่กับคนปักษ์ใต้มานานเป็นเวลาหลายร้อยปี

หนังตะลุงอยู่คู่กับคนปักษ์ใต้มานานเป็นเวลาหลายร้อยปี เป็นมรดก แห่งศิลปะการแสดงที่ควรอนุรักษ์ ของคนปักษ์ใต้ หนังตะลุง แต่เดิมคนในท้องถิ่นภาคใต้ก็เรียกสั้นๆว่า "หนัง" แต่ที่มาของคำว่า "หนังตะลุง" สันนิษฐานกันว่า เริ่มใช้คำนี้เมื่อมีการนำหนังจากภาคใต้ไปแสดงให้เป็นที่รู้จักในภาคกลาง จึงได้เกิดคำ "หนังตะลุง" และ "หนังใหญ่" ขึ้นมาเพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน หนังจากภาคใต้เข้าไปเล่น ในกรุงเทพครั้งแรก ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โดยพระยาพัทลุง (เผือก) นำไปเล่นที่แถวนางเลิ้ง หนังที่เข้าไปครั้งนั้นเป็นนายหนังจากจังหวัดฃพัทลุงคนกรุงเทพฯ จึงเรียก "หนังพัทลุง" ต่อมาเสียงเพี้ยนเป็น "หนังตะลุง" เชื่อกันว่า หนังตะลุง

เลียนแบบมาจากหนังใหญ่ โดยย่อรูปหนังให้เล็กลง ในยุคแรกๆคงแสดงเรื่องรามเกียรติ์เหมือนกัน แต่เปลี่ยนบทพากย์มาเป็น ภาษาท้องถิ่น เปลี่ยนเครื่องดนตรีจากพิณพาทย์ ตะโพน มาเป็นทับ กลอง ฉิ่ง โหม่ง ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่มีอยู่เดิมในภาคใต้ สมัยก่อนถ้าหากมีการจัดงานประเพณีต่างๆ สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือหนังตะลุง และการแข่งขันหนังตะลุงก็เป็นประเพณีที่สืบทอดกัน มายาวนาน

หนังตะลุงเมืองตรัง

หนังตะลุงเมืองตรรับ มีลักษณะเด่นที่การว่ากลอนคมชัด ดำเนินเรื่องแสดงเร็ว มีมุขเล็กตลกโปกฮาเป็นที่ชื่่นชอบ หนังตะลุงรุ่นเก่าที่มีชื่อเสียงเป็นที่นิยมเล่าขานของผู้คนมานานก็มีหลายคณะ ปัจจุบันหนังตะลุงยังเป็นที่นิยมของผู้ชม นายหนังของเมืองตรังจะมีอยู่ทั่วไปตามตำบลหมู่บ้าน เป็นหนังเล็ก ๆ ที่รับงานแก้บนหรืองานในพื้นที่ พอมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักก็ได้รับการเรียกหาขยายกว้างไกลออกไป ต่างอำเภอ ต่างจังหวัด หนังที่มีชื่อเสียงของตรังในยุคปัจจุบัน เช่น หนังอาจารย์ณรงค์ ตะลุงบัณฑิต หนังสุทิพย์ ลูกทุ่งบันเทิง ซึ่งเด่นด้านเพลงปฏิภาณ มุขตลกทอล์กโชว์ หนังสืออนันต์ สิกขาจารย์ เป็นทั้งนายหนัง และครูสอนศิษย์ให้เป็นนายหนังตะลุงได้ดีไปแล้วหลายคน

หนังตะลุงหลายคณะได้รวมกันจัดตั้งเป็นชมรมหนังตะลุง มีนายหนังคณะต่างๆ เข้าร่วมแล้วไม่ต่ำกว่า 60 คน เพื่อให้หนังตะลุงได้ดำรงคงอยู่คู่เมืองตรังต่อไป ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐได้ มีโครงการถ่ายทอดวัฒนธรรม ศิลปะการแสดงรำมโนราห์ หรือ การแสดงหนังตะลุงให้เยาวชนรุ่นใหม่ให้เพื่ออนุรักษ์ให้สืบทอดต่อไป