ย้อนอดีต ตรัง - สตูล

ตรังมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานมากมีหลักฐานที่พออ้างอิงว่ามีการตั้งชุมชนเป็นหลักแหล่งกันตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์

และมีพัฒนาการเรื่อยมาจนถึงสมัยสุโขทัย เพราะมีร่องรอยอารยธรรมที่เป็นโบราณสถาน โบราณวัตถุจารึก ที่แสดงให้ เห็นว่ามีเส้นทางเดินทางติดต่อกันระหว่างทางฝั่งทะเลตะวันตก ไปสู่ความเจริญทางฝั่งตะวันออก หลักฐานแหล่งโบราณคดีที่ใหญ่ที่สุดคือที่อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ควนลูกปัดที่อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่

โบราณวัตถุตามถ้ำเขาใกล้แม่น้ำตรััง ที่อำเภอห้วยยอด ทั้ง สามจุดนี้คือปากประตูของเส้นทางข้ามคาบสมุทรไปฝั่งตะวันออก โดยจากแม่น้ำตรังข้ามไปแม่น้ำตาปี ไปนครศรีธรรมราช ไปพัทลุง ทำให้ตรังเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน รวมทั้งเป็นจุดแรกของการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของ พระนางเลือดขาว หญิงไทยคนแรกที่ศรัทธาและเลื่อมใสในพุทธศาสนา พระนางเลือดขาวเป็นคนที่เดินทางไปประเทศศรีลังกาและนำเชิญพระพุทธสิหิงค์สู่ประเทศไทย และได้สร้างวัดอันเก่าแก่เป็นที่เคารพศรัทธาจนถึงปัจจุบัน ตรังได้มีการพัฒนาเรื่อยมาจนจวบสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตรังอยู่ในฐานะเมืองท่าค้าขายของนครศรีธรรมราช

ซึ่งจัดเป็นเมืองหน้าด่านไว้รวมกำลังกองทัพเรือไว้ป้องกันศัตรูพม่า และคอยปราบหัวเมืองมลายูที่มักจะเอาใจออกห่าง ตรังหมดความสำคัญลงเมื่อพม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ไทยก็หยุดการขยายอิทธิพลไปหัวเมืองมลายูตั้งแต่ปี พ.ศ. 2369 และเมื่อเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ถึงแก่อสัญกรรม ก็มิได้สนใจทำการค้าขายผ่านเมืองตรังต่อไป

ขณะที่เมืองระนอง ภูเก็ต พังงา ตะกั่วป่า กำลังมีความสำคัญมากขึ้นเพราะเหมืองดีบุกที่ทำรายได้มหาศาลนั่นเอง

ยุคความเจริญของตรังกลับมาอีกประมาณรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ออกมาตรวจราชการหัวเมืองฝั่งตะวันตก และพบว่าเมืองตรัง เหมาะแก่การเพาะปลูกและค้าขาย มีหลัก ฐานบอกเล่าว่า พระยารัตนเศรษฐีเป็นผู้ส่งเสริมการปลูก อ้อยและทำโรงงานน้ำตาลทรายแดงเพื่อส่งขายมลายู มีร่อง รอยโรงงานและลูกโม่หีบอ้อยที่หมู่บ้านจุปะ ตำบลกันตังใต้ อำเภอกันตัง จนเมื่อ พ.ศ. 2433 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ เสด็จประพาศเมืองตรัง ได้โปรดเกล้าแต่งตั้งพระอัษฎงคนทิศรักษา (คอมซิมบี้ ณ ระนอง) มาเป็นผู้ว่าราชการเมืองตรัง และได้เลื่อน บรรดาศักดิ์เป็นพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี โดยได้ ดำเนินการพัฒนาเมืองตรังทุกด้าน โดยมีจุดมุ่งหมายจะทำ ให้เป็นเมืองค้าขาย เริ่จากการย้ายเมืองจากตำบลควนธานี ไปตั้งที่ตำบลกันตัง ที่ปากน้ำตรัง และสร้างความเจริญแก ่เมืองตรัง

นำไปสู่ความเป็นเมืองท่าค้าขายที่สำคัญ สามารถส่งข้าวขาย ไปปีนังได้ และยังได้ส่งเสริมให้มีการปลูกยางพาราที่จังหวัดตรัง เป็นแห่งแรก ได้มีการสร้างถนนและสะพาน สร้างทางรถไฟสาย ใต้จากแยกทุ่งสง มุ่งสู่ท่าเรือกันตัง จัดว่าเป็นการเปิดเส้นทาง การเดินทางตั้งแต่ปี พ.ศ.2456 เส้นทางรถไฟนี้ได้ส่งเสริม นโยบายเมืองท่าค้าขายของพระยารัษฎาฯ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้พระยารัษฎาฯ ยังได้มองการณ์ไกล ที่จะทำให้กันตัง เป็นท่าเรือการค้ากับต่างประเทศได้เต็มศักยภาพ โดยเสนอ ทางรัฐบาลจัดสร้างท่าเรือน้ำลึก แต่ไม่ได้รับการสนับสนุน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ได้เสด็จประพาศมาเมืองตรัง เมื่อพ.ศ. 2458 จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตย้าย เมืองไปตั้งที่ตำบลทับเที่ยง อำเภอบางรัก เพราะเห็นว่าเมืองที่ กันตังอยู่ในทำเลไม่เหมาะสม เนื่องจากตอนสงครามโลก ครั้งที่ 1 เรือดำน้ำของเยอรมันชื่อเอ็มเด็น ได้ลอยลำยิงถล่ม ปีนัง หากมีสงครามเกิดขึ้นอีก เมืองตรังอาจจะถูกยิงเช่นปีนัง รวมทั้งพื้นที่ลุ่มมาก น้ำทะเลก็ท่วมถึง และมีโรคระบาด เมื่อ พ.ศ. 2459 ชื่ออำเภอบางรักเปลี่ยนเป็นอำเภอทับเที่ยง และเปลี่ยนเป็นอำเภอเมืองตรังในพ.ศ.2481 ซึ่งเป็นที่ตั้งของ อำเภอเมืองตรังมาจนทุกวันนี้

สตูล หรือ “สโตย” เป็นภาษามลายู แปลว่า ต้นกระท้อน เป็นตำบลในเขตเมืองไทรบุรียุคต้นรัตนโกสินทร์ในปี พ.ศ. 2440

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้พระยาไทรบุรีรามภักดี เจ้าพระยาไทรบุรี (อับดุลฮามิต) เป็นข้าราชการเทศาภิบาลของมณฑลไทรบุรี และได้แยกสตูลออกจากไทรบุรีอย่างเด็ดขาดตามหนังสือ สัญญาไทยกับอังกฤษ เรื่องการปักปันดินแดนระหว่างไทย กับสหพันธรัฐมลายู พ.ศ. 2452 สัญญานี้ยังส่งผลให้ไทรบุรี และปะลิสตกเป็นของอังกฤษ ส่วนสตูลเปลี่ยนเป็นหัวเมืองจัตวาในมณฑลภูเก็ต ในยุคที่ อังกฤษออกล่าอาณานิคมพระยาภูมินารถภักดี เจ้าเมืองสตูล มีความโดดเด่นทางด้านการปกป้องแผ่นดินสยามให้พ้นจาก เงื้อมมือฝรั่ง ผู้คลั่งการไล่ล่าอาณานิคมจะคอยกำชับให้ชาว เรือที่อาศัยอยู่บนเกาะตะรุเตา อาดังราวี และเกาะหลีเป๊ะ ว่าหากมีคนมาถามเกาะนี้เป็นของใคร ก็ให้ตอบว่าเป็นของ สยาม ฝรั่งพวกนั้นก็พากันไปที่อื่น ด้วยความรู้ความสามารถ ของเจ้าเมืองสตูล ยังส่งผลให้หัวเมืองเล็กๆ

ในยุคนั้นมีความเจริญทางด้านเศรษฐกิจมาก จนได้รับการขนานนามว่า "นัครีสะโตยมัมบังสการา" แปลว่าสตูลเมืองแห่ง พระสมุทรเทวา จนได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ดำรงยศเป็นหลวงอินทรวิชัย พระยาอินทรวิชัย และ มหาอำมาตย์ตรี พระยาภูมินารถภักดี ตำแหน่งสุดท้าย จึงนับว่าเป็นเจ้าเมืองคนแรกที่มิได้สืบเชื้อสาย เจ้าเมืองสตูลเดิม จนเมื่อในปี พ.ศ. 2475 ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย เมืองสตูลก็มีฐานะ ยกเป็นจังหวัดหนึ่งในราชอาณาจักรไทยสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันนี้